วิธีปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา … ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา
“ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย … ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ (มหาสติปัฏฐานสูตร)”
1 หลักอภิธรรม
สติปัฏฐาน ๔ คือการตั้งสติรู้ ๔ ฐาน ได้แก่ กายานุปัสสนา (ตามดูกาย) เวทนานุปัสสนา (ตามดูความรู้สึก) จิตตานุปัสสนา (ตามดูจิต) และธัมมานุปัสสนา (ตามดูธรรม) พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นทางเพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อล่วงความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม และเพื่อทำให้แจ้งนิพพาน
ในมหาสติปัฏฐานสูตร ทั้ง ๔ ฐานแตกย่อยเป็น ๒๑ หมวด (กาย ๑๔ เวทนา ๑ จิต ๑ ธรรม ๕) และทุกหมวดจบด้วยคำสอนชุดเดียวกัน คือให้เห็นการเกิดขึ้นและเสื่อมไป รู้ว่า “มีสิ่งนี้อยู่” เพียงเพื่อรู้และระลึก โดยไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก
บทที่ ๑๕ ให้ภาพรวมของสมถะและวิปัสสนา บทนี้ลงรายละเอียดของแต่ละฐาน พร้อมวิธีเริ่มฝึกจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ การปฏิบัติจริงควรมีครูหรือกัลยาณมิตรที่ไว้ใจได้คอยแนะนำ
2 เจาะลึก
ทำไมจึงเรียกว่า “ทางเดียว”
คำว่า “เอกายนะ” อรรถกถาอธิบายไว้หลายความหมาย ซึ่งช่วยให้เข้าใจท่าทีของการปฏิบัติ
- เป็นทางสายเดียว ไม่แยกเป็นสองแพร่ง เดินไปแล้วถึงจุดหมายแน่นอน
- เป็นทางที่ต้องเดินเอง คนเดียว ไม่มีใครเดินแทนได้
- เป็นทางของผู้เดียวที่ประเสริฐ คือพระพุทธเจ้าผู้ทรงค้นพบและแสดงไว้
- เป็นทางที่ไปสู่ที่เดียว คือนิพพาน
คุณสมบัติ ๔ ของผู้ปฏิบัติ — มองด้วยแว่นอภิธรรม
ทุกฐานในพระสูตรขึ้นต้นด้วยวลีเดียวกันว่า “อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ” ซึ่งตรงกับเจตสิกที่เรียนมาในบทที่ ๔–๖
- อาตาปี (มีความเพียรเผากิเลส) — วิริยเจตสิก ความเพียรที่ไม่หย่อนและไม่ตึงเกิน
- สัมปชาโน (มีสัมปชัญญะ) — ปัญญาเจตสิก รู้ชัดว่ากำลังรู้อะไร และรู้ตามความเป็นจริง
- สติมา (มีสติ) — สติเจตสิก ระลึกได้ ไม่ลืมอารมณ์ที่กำลังรู้
- วิเนยฺย อภิชฺฌาโทมนสฺสํ (กำจัดความยินดียินร้ายในโลก) — ขณะที่มีสติ โลภะและโทสะไม่มีที่เกิด เพราะจิตเกิดได้ทีละดวง (บทที่ ๓)
แผนที่ ๒๑ หมวด
ภาพรวมของทุกหมวดในมหาสติปัฏฐานสูตร
๑) กายานุปัสสนา — ตามดูกาย
กายเป็นฐานที่หยาบที่สุดและเห็นง่ายที่สุด จึงเหมาะเป็นจุดเริ่มต้น มี ๖ หมวด
- อานาปานะ — รู้ลมหายใจ ลมยาวรู้ว่ายาว ลมสั้นรู้ว่าสั้น รู้ตลอดกองลม และทำลมให้ระงับ พระสูตรเปรียบเหมือนช่างกลึงที่ชักเชือกยาวก็รู้ว่ายาว ชักสั้นก็รู้ว่าสั้น
- อิริยาบถ — เดิน ยืน นั่ง นอน ก็รู้ชัดว่ากายอยู่ในท่าไหน
- สัมปชัญญะ — รู้ตัวในการเคลื่อนไหวทุกอย่าง เช่น ก้าวไป ถอยกลับ เหลียวมอง คู้ เหยียด แต่งตัว กิน ดื่ม ขับถ่าย พูด นิ่ง
- ปฏิกูลมนสิการ — พิจารณากายเป็นอาการ ๓๒ เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เหมือนเปิดถุงเมล็ดพืชแล้วแยกดูว่านี่ข้าวสาลี นี่ถั่ว นี่งา
- ธาตุมนสิการ — พิจารณากายเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เหมือนคนฆ่าโคที่แล่โคแล้วนั่งที่ทางสี่แพร่ง (บทที่ ๗)
- นวสีวถิกา — พิจารณาซากศพ ๙ ระยะ ตั้งแต่ศพที่ขึ้นพองไปจนถึงกระดูกที่ผุเป็นผง แล้วน้อมเข้ามาว่ากายนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น
- แว่นอภิธรรม: อรรถกถากล่าวว่า สุนัขจิ้งจอกที่เดินก็รู้ว่าตัวเองเดิน แต่นั่นไม่ใช่สติปัฏฐาน สติปัฏฐานคือการเห็นว่าการเดินเป็นรูปที่เคลื่อนไปด้วยธาตุลมที่เกิดจากจิต ไม่มี “ใคร” เป็นผู้เดิน
๒) เวทนานุปัสสนา — ตามดูความรู้สึก
เวทนามี ๙ แบบ คือ สุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข และแต่ละแบบแยกเป็น “สามิส” (เกี่ยวกับกามคุณ เช่น สุขจากของอร่อย) และ “นิรามิส” (ไม่เกี่ยวกับกามคุณ เช่น สุขจากสมาธิ)
เวทนาเป็นสนธิสำคัญในปฏิจจสมุปบาท (บทที่ ๑๓) การรู้ทันเวทนาตรงๆ ว่า “นี่สุข” “นี่ทุกข์” “นี่เฉยๆ” ช่วยไม่ให้ตัณหาเกิดตามมา
- เมื่อปวดเข่าขณะนั่ง ลองรู้ความปวดโดยไม่เรียกว่า “เข่าฉันปวด” แต่รู้ว่า “มีทุกขเวทนา” สังเกตว่ามันแรงขึ้น เบาลง เปลี่ยนตำแหน่ง ถ้าปวดมากให้เปลี่ยนท่าอย่างมีสติ ไม่จำเป็นต้องทนจนบาดเจ็บ
- เมื่อสุขจากการกินอร่อย ให้รู้ว่า “สามิสสุขเกิดขึ้น” แล้วสังเกตว่าความอยากกินอีกคำตามมาเร็วแค่ไหน
- เวทนาเฉยๆ สังเกตยากที่สุด เพราะใจมักไม่สนใจ แต่เป็นช่วงที่โมหะเกิดได้ง่าย การรู้ว่า “ตอนนี้เฉยๆ” ก็เป็นการเจริญสติแล้ว
๓) จิตตานุปัสสนา — ตามดูจิต
รู้สภาพของจิตที่กำลังเป็นอยู่ ๑๖ แบบ คือ จิตมีราคะ หรือไม่มี มีโทสะ หรือไม่มี มีโมหะ หรือไม่มี หดหู่ หรือฟุ้งซ่าน เป็นมหัคคตะ (ระดับฌาน) หรือไม่ มีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือไม่มี ตั้งมั่น หรือไม่ตั้งมั่น หลุดพ้นชั่วคราว หรือไม่หลุดพ้น
หลักสำคัญคือ “รู้” ไม่ใช่ “แก้” เมื่อจิตมีโทสะก็รู้ว่ามีโทสะ ไม่ต้องรีบกดให้หาย และไม่ต้องตำหนิ ขณะที่รู้นั้น จิตที่รู้เป็นกุศลแล้ว และโทสะดวงที่ถูกรู้ก็ดับไปแล้ว (บทที่ ๓ และ ๕)
๔) ธัมมานุปัสสนา — ตามดูธรรม
ฐานที่ละเอียดที่สุด ตามดูสภาวธรรมเป็นหมวดๆ ๕ หมวด
- นิวรณ์ ๕ — กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา พระสูตรให้รู้ ๕ แง่ คือ มีอยู่หรือไม่ เกิดขึ้นได้อย่างไร ละได้อย่างไร และจะไม่เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร
- ขันธ์ ๕ — รู้ว่านี่รูป นี่เวทนา นี่สัญญา นี่สังขาร นี่วิญญาณ ความเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ ความดับไปเป็นอย่างนี้ (บทที่ ๒)
- อายตนะ ๖ — รู้ตากับรูป หูกับเสียง ไปจนถึงใจกับธรรมารมณ์ และรู้สังโยชน์ที่เกิดเพราะอาศัยคู่นั้น (บทที่ ๘ และ ๙)
- โพชฌงค์ ๗ — องค์แห่งการตรัสรู้ คือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา รู้ว่ามีหรือไม่มี และเจริญให้บริบูรณ์ได้อย่างไร
- อริยสัจ ๔ — รู้ตามความเป็นจริงว่านี่ทุกข์ นี่เหตุแห่งทุกข์ นี่ความดับทุกข์ นี่ทางดับทุกข์
คำสอนชุดเดียวกันที่ซ้ำในทุกหมวด
ไม่ว่าจะฝึกฐานไหน พระสูตรจะจบด้วยข้อความเดียวกัน ซึ่งเป็นหัวใจของการเปลี่ยนจากสติธรรมดาไปเป็นวิปัสสนา
เลือกฐานให้เหมาะกับนิสัย
อรรถกถาสติปัฏฐานสูตรแนะนำว่า ฐานทั้ง ๔ เหมาะกับคนต่างกัน แต่ทุกฐานพาไปถึงจุดหมายเดียวกัน
- คนที่ติดความอยาก (ตัณหาจริต) แบบไม่มาก — เริ่มจากกาย ซึ่งหยาบและเห็นง่าย
- คนที่ติดความอยากแบบมาก — เวทนา ซึ่งละเอียดกว่า ช่วยให้เห็นต้นตอของความอยาก
- คนที่ติดความคิดความเห็น (ทิฏฐิจริต) แบบไม่มาก — จิต
- คนที่ติดความคิดความเห็นแบบมาก — ธรรม ซึ่งแยกแยะละเอียดที่สุด
- ในทางปฏิบัติ ผู้เริ่มต้นส่วนใหญ่เริ่มจากกาย เช่น ลมหายใจหรืออิริยาบถ แล้วฐานอื่นจะปรากฏตามมาเอง
สัมปชัญญะ ๔ ในชีวิตประจำวัน
อรรถกถาแบ่งสัมปชัญญะในการเคลื่อนไหวเป็น ๔ ระดับ ใช้เป็นเช็กลิสต์ก่อนทำอะไรก็ได้
- สาตถกสัมปชัญญะ — สิ่งที่จะทำมีประโยชน์หรือไม่
- สัปปายสัมปชัญญะ — เหมาะกับเวลา สถานที่ และตัวเราหรือไม่
- โคจรสัมปชัญญะ — ขณะทำ ยังไม่ทิ้งอารมณ์กรรมฐาน คือยังรู้ตัวอยู่
- อสัมโมหสัมปชัญญะ — ไม่หลงว่ามีตัวตนเป็นผู้ทำ เห็นว่าเป็นนามรูปที่ทำงานตามเหตุปัจจัย
เริ่มฝึกจริง: นั่ง เดิน และในชีวิตประจำวัน
ในประเทศไทยมีหลายสำนักที่สอนสติปัฏฐานด้วยเทคนิคต่างกัน เช่น การกำหนดท้องพองยุบ การบริกรรมพุทโธ หรือการเคลื่อนไหวมือเป็นจังหวะ ทั้งหมดเป็นวิธีพาใจมารู้ฐานใดฐานหนึ่ง ด้านล่างเป็นแนวทางพื้นฐานที่ใช้ร่วมกันได้
- นั่ง (๑๐–๒๐ นาที) — นั่งในท่าที่มั่นคงและสบาย หลังตรงแต่ไม่เกร็ง หลับตาหรือมองต่ำ รู้ลมหายใจที่ปลายจมูกหรือท้อง เมื่อใจหนีไปคิด ให้รู้ว่า “คิด” แล้วกลับมาที่ลมอย่างนุ่มนวล การรู้ว่าใจหนีไปคือสติที่กลับมาแล้ว ไม่ใช่ความล้มเหลว
- เดินจงกรม (๑๐–๒๐ นาที) — เลือกทางเดินตรงยาวประมาณ ๑๐ ก้าว เดินช้ากว่าปกติ รู้การยกเท้า การก้าว และการวางเท้า ถึงปลายทางให้หยุด รู้ว่ายืน แล้วรู้การกลับตัว
- การกำหนด (ตั้งชื่อในใจ) — บางสำนักใช้คำสั้นๆ เช่น “ยก ย่าง เหยียบ” หรือ “พองหนอ ยุบหนอ” เป็นเครื่องช่วยให้สติต่อเนื่อง ควรกำหนดเบาๆ เหมือนแตะ ไม่ให้คำกลบสภาวะที่กำลังรู้
- ในชีวิตประจำวัน — เลือกกิจวัตร ๑ อย่าง เช่น แปรงฟัน ล้างจาน หรือเดินไปรถ แล้วตั้งใจรู้กายตลอดกิจนั้น เมื่อทำได้แล้วค่อยเพิ่มกิจอื่น
- ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความยาว ฝึกวันละ ๑๐ นาทีทุกวัน ดีกว่าฝึก ๒ ชั่วโมงสัปดาห์ละครั้ง
เมื่อนิวรณ์มา ทำอย่างไร
นิวรณ์ไม่ใช่ศัตรูของการปฏิบัติ แต่เป็นอารมณ์ของธัมมานุปัสสนาโดยตรง ขั้นแรกคือรู้ว่ามันเกิด ถ้ายังมีกำลังมาก พระสูตรและอรรถกถาแนะนำวิธีช่วยดังนี้
อินทรีย์ต้องสมดุล
วิสุทธิมรรคอธิบายว่าอินทรีย์ ๕ ต้องสมดุลกันเป็นคู่ ศรัทธาคู่กับปัญญา วิริยะคู่กับสมาธิ ส่วนสติยิ่งมีมากยิ่งดี เพราะสติเป็นผู้คอยรักษาสมดุลทั้งหมด เหมือนเกลือที่ต้องใส่ในแกงทุกอย่าง
ผลของการปฏิบัติ และข้อควรระวัง
ตอนท้ายของมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างจริงจัง ๗ ปี อาจหวังผลได้ ๒ อย่าง คือ อรหัตตผล หรือถ้ายังมีอุปาทิเหลือก็เป็นพระอนาคามี แล้วตรัสลดลงเรื่อยๆ จนถึง ๗ วัน ข้อความนี้ไม่ได้เป็นการรับประกันเวลา แต่แสดงว่าทางนี้ให้ผลจริงแก่ผู้ปฏิบัติจริง
- อย่าฝืนจนเครียด — ความเพียรที่ตึงเกินทำให้ฟุ้งซ่าน ความเพียรที่หย่อนเกินทำให้ง่วง ให้เหมือนการตั้งสายพิณที่ไม่ตึงและไม่หย่อนเกินไป
- อย่าตั้งเป้าว่าจะต้องเห็นอะไร — การตั้งเป้าทำให้ตัณหาแทรกเข้ามา และทำให้เข้าใจผิดว่าแสงสีหรือปีติคือความก้าวหน้า (บทที่ ๑๕)
- อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น — ความคิดว่า “เราปฏิบัติดีกว่า” หรือ “เราแย่กว่า” ล้วนเป็นมานะ (บทที่ ๕)
- ถ้ามีอารมณ์รุนแรงหรือความทรงจำที่เจ็บปวดผุดขึ้นจนรับมือไม่ไหว ให้หยุดพัก เปลี่ยนมารู้สิ่งที่มั่นคง เช่น ฝ่าเท้าที่แตะพื้น และปรึกษาครูผู้ปฏิบัติหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต การดูแลตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ
- สติปัฏฐานไม่ใช่การทำใจให้ว่างหรือหยุดคิด ความคิดเกิดขึ้นได้ สิ่งที่ฝึกคือรู้ว่ากำลังคิด
3 เข้าใจง่ายๆ
สติปัฏฐานคือการ “กลับมาอยู่กับของจริง” ทุกบทที่เรียนมาอธิบายว่าของจริงคือ จิต เจตสิก และรูป ที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา สติปัฏฐานคือการไปดูของจริงเหล่านั้นตอนที่มันกำลังเกิด ไม่ใช่นึกถึงตามที่จำจากหนังสือ
ลองนึกถึงคนเฝ้าประตูบ้าน เขาไม่ต้องวิ่งตามแขกทุกคนเข้าไปในบ้าน และไม่ต้องไล่ใครออก แค่ยืนอยู่ที่ประตู รู้ว่าใครเข้า ใครออก สติก็เป็นอย่างนั้น ยืนอยู่ที่ฐานทั้ง ๔ รู้ว่าลมเข้า ลมออก สุขมา ทุกข์มา โกรธมา โกรธไป โดยไม่ต้องตามไปกับมัน
เมื่อเฝ้าดูไปนานพอ คนเฝ้าประตูจะเห็นเองว่าไม่มีแขกคนไหนอยู่ถาวร ทุกคนมาแล้วก็ไป และบ้านนี้ก็ไม่ได้เป็นของใครจริงๆ นี่คือการเห็นไตรลักษณ์ ซึ่งเกิดจากการดูซ้ำๆ อย่างอดทน ไม่ใช่จากการคิดเอา
ข่าวดีคือ ฐานทั้ง ๔ อยู่กับเราตลอดเวลา ลมหายใจ ความรู้สึก และสภาพใจ ไม่ต้องไปหาที่ไหน การฝึกจึงเริ่มได้ทันทีที่อ่านประโยคนี้จบ ลองรู้ลมหายใจครั้งต่อไปดู
4 ลองแยกดู
การรู้ต่อไปนี้จัดอยู่ในฐานไหนของสติปัฏฐาน?
- รู้ว่าลมหายใจเข้าครั้งนี้ยาว
- รู้ว่ากำลังเดิน และรู้ว่าหยุดยืน
- รู้ว่ามีความปวดที่เข่าขณะนั่ง
- รู้ว่าความสุขจากการกินของอร่อยเกิดขึ้น
- รู้ว่าจิตตอนนี้มีโทสะ
- รู้ว่าจิตหดหู่ ไม่มีกำลัง
- รู้ว่าความง่วงซึมกำลังครอบงำ และรู้ว่ามันหายไปเพราะอะไร
- รู้ว่าปีติเกิดขึ้นเป็นองค์ธรรมที่ช่วยให้ตื่นรู้
- รู้ตัวขณะเคี้ยวและกลืนอาหาร
- รู้ว่าจิตตั้งมั่นดี
- รู้ความรู้สึกเฉยๆ ที่ไม่สุขไม่ทุกข์
- เห็นว่าความรู้สึก ความจำ ความคิด เป็นขันธ์ที่เกิดแล้วดับ
5 ลองสังเกตในชีวิตจริง
- วันที่ ๑–๒: นั่งรู้ลมหายใจวันละ ๑๐ นาที เมื่อใจหนีไปให้รู้ว่า “คิด” แล้วกลับมา นับว่าวันนี้ “กลับมา” ได้กี่ครั้ง — ยิ่งมากยิ่งดี
- วันที่ ๓–๔: เพิ่มเดินจงกรม ๑๐ นาที รู้การยก ก้าว วางเท้า และเลือกกิจวัตร ๑ อย่างที่จะทำด้วยการรู้กายตลอด
- วันที่ ๕: ระหว่างวัน ทุกครั้งที่รู้สึกชอบหรือไม่ชอบอะไร ให้บอกในใจสั้นๆ ว่า “สุข” “ทุกข์” หรือ “เฉยๆ” (เวทนานุปัสสนา)
- วันที่ ๖: ตั้งเวลาเตือน ๓ ครั้งต่อวัน เมื่อเตือนให้หยุดถามว่า “ใจตอนนี้เป็นอย่างไร” ตอบด้วยคำเดียว เช่น “ฟุ้ง” “สงบ” “หงุดหงิด” (จิตตานุปัสสนา)
- วันที่ ๗: สังเกตนิวรณ์ที่มาบ่อยที่สุดของตัวเอง แล้วลองวิธีแก้ที่เหมาะสมจากตารางนิวรณ์ (ธัมมานุปัสสนา)
- หลังครบ ๗ วัน ลองทบทวนว่าฐานไหนรู้ได้ง่ายที่สุด แล้วใช้ฐานนั้นเป็นฐานหลัก ส่วนฐานอื่นให้รู้เมื่อปรากฏชัด
6 คำศัพท์น่ารู้
- สติปัฏฐาน
- ที่ตั้งของสติ หรือการตั้งสติ ๔ ฐาน
- อนุปัสสนา
- การตามดู ตามเห็นอย่างต่อเนื่อง
- เอกายนมรรค
- ทางเดียว ทางที่ไปสู่จุดหมายเดียวคือนิพพาน
- อาตาปี
- มีความเพียรเผากิเลส
- สัมปชัญญะ
- ความรู้ตัว รู้ชัดว่ากำลังทำอะไร
- อภิชฌาโทมนัส
- ความยินดีและความยินร้ายในโลก
- อานาปานสติ
- สติกำหนดลมหายใจเข้าออก
- อิริยาบถ
- ท่าทางของกาย: เดิน ยืน นั่ง นอน
- อาการ ๓๒
- ส่วนประกอบของร่างกาย ๓๒ อย่าง ใช้พิจารณาความไม่งาม
- สามิส / นิรามิส
- เกี่ยวกับกามคุณ / ไม่เกี่ยวกับกามคุณ
- นิวรณ์ ๕
- เครื่องกั้นจิต: กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา
- โพชฌงค์ ๗
- องค์แห่งการตรัสรู้: สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา
- จงกรม
- การเดินกลับไปกลับมาอย่างมีสติ
- อินทรีย์ ๕
- ธรรมที่เป็นใหญ่ในการปฏิบัติ: ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
7 สรุปท้ายบท
- สติปัฏฐาน ๔ = ตามดูกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นทางเพื่อความบริสุทธิ์และนิพพาน
- คุณสมบัติ ๔: ความเพียร สัมปชัญญะ สติ และการไม่ยินดียินร้าย (วิริยะ ปัญญา สติ ในภาษาอภิธรรม)
- ทุกหมวดจบด้วยคำสอนเดียวกัน: เห็นเกิด เห็นดับ รู้เพียงเพื่อรู้ ไม่ยึดสิ่งใดในโลก
- หลักคือ “รู้” ไม่ใช่ “แก้” — เมื่อรู้ว่ามีกิเลส ขณะที่รู้นั้นจิตเป็นกุศลแล้ว
- ฝึกสม่ำเสมอ อินทรีย์สมดุล ไม่ตั้งเป้า ไม่เปรียบเทียบ และมีกัลยาณมิตรคอยแนะนำ
8 ทบทวนตัวเอง
วลี “อาตาปี สมฺปชาโน สติมา” ตรงกับเจตสิกใดบ้าง
อาตาปีคือวิริยเจตสิก สัมปชาโนคือปัญญาเจตสิก สติมาคือสติเจตสิก
เวทนา ๙ แบบในเวทนานุปัสสนามีอะไรบ้าง
สุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข และแต่ละแบบแยกเป็นสามิส (เกี่ยวกับกามคุณ) และนิรามิส (ไม่เกี่ยวกับกามคุณ)
ทำไมสุนัขจิ้งจอกที่รู้ว่าตัวเองเดินจึงไม่ใช่สติปัฏฐาน
เพราะยังรู้แบบมีตัวตนเป็นผู้เดิน สติปัฏฐานคือการเห็นว่าการเดินเป็นรูปที่เคลื่อนไปด้วยธาตุลมที่เกิดจากจิต ไม่มีใครเป็นผู้เดิน
เมื่อรู้ว่าจิตมีโทสะ ควรทำอย่างไร
รู้ว่ามีโทสะ โดยไม่ต้องรีบกดหรือตำหนิ ขณะที่รู้ จิตที่รู้เป็นกุศล และโทสะดวงที่ถูกรู้ก็ดับไปแล้ว
อินทรีย์คู่ใดต้องสมดุลกัน และอินทรีย์ใดยิ่งมากยิ่งดี
ศรัทธาคู่กับปัญญา วิริยะคู่กับสมาธิ ส่วนสติยิ่งมากยิ่งดี เพราะเป็นผู้รักษาสมดุล